ลูกโดนยุงกัด ทำไงดี?

ลูกโดนยุงกัด ทำไงดี?


ลูกโดนยุงกัด ทำไงดี

เด็กเล็กมักถูกยุงกัดเป็นประจำ ทั้งที่ใส่ใจดูแลเป้นอย่างดี มุ่งก็กางพัดลมก็เปิด ก็ยังมิวายโดนยุงที่ไหนก็ไม่รู้เล็ดรอดเข้ามากัดลูกน้อยจนได้ แถมกัดบริเวณเดียวเสียหลายตุ่ม มีคนอยู่ด้วยตั้งหลายคนไม่เห้นมีใครโดนยุุงกัดเลยแต่ทำไมลูกโดนยุงกัดอยู่คนเดียวนะ เจ็บใจจัง และรอยจ่ำแดงๆจากยุงกัดก็หายช้าเสียด้วยสิ
ทำไมยุงถึงชอบกัดเด็ก
ยุง มักชอบกัดเด็กมากกว่าผู้ใหญ่เพราะ เด็กจะไม่รู้วิธีการไล่หรือการสังหารยุงแบบที่ผู้ใหญ่ทำ อีกทั้งลักษณะกลิ่นตัวของเด็ก และผิวหนังที่บอบบางนั้นทำให้ยุงกัดได้ง่ายกว่าผิวหนังของผู้ใหญ่
ลูกโดนยุงกัด ใช้อะไรทา
เมือลูกโดนยุงกัด ตามวิธีโบราณ จะใช้ปูนแดงกินกับหมาก หรือกระเทียมทุบ หรือขมิ้นชันทุบ หรือใบตำลึงทุบ หรือสมุนไพรต่างๆ ปิดบนรอยแดง จะทำให้พิษจากยุงดูดซับหายไป และไม่ทิ้งรอยแดงใว้ ในปัจจุบันมีขี้ผึงใว้ใช้สำหรับทาตุ่มหรือผื่นจากยุงและแมลงกัด ก็สามารถใช้ได้และสะดวกดีด้วย มีติดบ้านใว้ก็ดีนะ
โรคที่เกิดจากยุงและวิธีป้องกันไม่ให้ยุงกัดลูก
การปล่อยให้ลูกโดนยุงกัดมากๆคงไม่ดีแน่ๆ เพราะจะเสี่ยงต่อการเป้นโรคไข้เลือดออกและสมองอักเสบได้ คุณแม่ต้องรู้วิธีป้องกันไม่ให้ลูกโดนยุงกัดด้วย เช่นห้องที่เด็กอยู่ ควรจะมีมุ่งลวดกั้น มีแสงสว่างเพียงพอ มีพัดลมระบายอากาศ หรือเครื่องปรับอากาศ กำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย ใส่กางเกงขายาวให้ลูก เวลาทำความสะอาดห้อง เอาผ้าคลุมข้าวของเครื่องใช้ และฉีดสเปรย์กันแมลง เมือลูกไม่ได้อยู่ในห้อง ทายากันยุงหรือแป้งกันยุงสำหรับเด็ก หรือยากันยุงสมุนไพรใว้ที่ผิวเด็กเป็นต้น


จาก : แม่รักลูก Photo Credit : healthtap.com

3 เรื่องต้องดูแลลูก ช่วงหน้าหนาว

      ในช่วงหน้าหนาวแล้ว การดูแลเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะคนไทยไม่ค่อยคุ้นกับอากาศหนาว ดังนั้นจึงต้องมีการดูแลลูกน้อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่ออกไปทำงานนอกบ้าน บอกพี่เลี้ยงคนเก่งถึงขั้นตอนการดูแลลูกน้อยในแต่ละเรื่องต่อไปนี้ค่ะ




ดูแลตัวน้อยช่วงหน้าหนาว
หวัดมาง่าย
สาเหตุที่ลูกเป็นหวัดเพราะติดเชื้อไวรัส แล้วฤดูหนาวเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสเติบโตดีเชียว ให้สังเกตอาการเป็นหวัดลูกจากการหายใจนะคะ ฟึดฟัดจากน้ำมูก ไม่สบายเนื้อตัว ร้องโยเย อาการเริ่มแบบนี้ให้ดื่มน้ำมากๆ สวมเสื้อผ้าหนาๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อาการหวัดก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ส่วนจมูกที่เช็ดน้ำมูกบ่อยทาด้วยวาสลีนจะช่วยไม่ให้จมูกแห้งเกินไป แต่ถ้า2-3 วันแล้วน้ำมูกไม่หายแถมกลายเป็นสีเขียวข้น
ควรพบคุณหมอ


Tip : ผ้าห่มลูกควรซื้อแบบถอดซักได้ ด้านนอกอาจจะทำจากผ้าฝ้ายด้านในเป็นใยสังเคราห์เลือกแบบที่ไม่หนักเกินไปด้วยนะคะ

ผิวหนูต้องชุ่มชื้นอยู่เสมอ 
ผิวที่บอบบางชั้นไขมันใต้ผิวยังทำงานไม่สมบูรณ์อาการผิวแห้งก็มาเยือนได้ง่าย คุณแม่ไม่ควรใช้น้ำอุ่นเกินไปอาบให้ลูก เพราะจะล้างไขมันที่เคลือบผิวลูกออกไปทำให้ผิวยิ่งแห้งและไม่ควรให้ลูกแช่น้ำนาน อาจจะหยดเบบี้ออยล์ลงไปด้วยจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น หลังอาบน้ำควรทาครีมหรือเบบี้ออยล์ อย่าลืมใส่เสื้อผ้าหนาๆ ส่วนปากก็อย่าปล่อยให้แห้งแตกนะคะทาวาสลีนหรือลิปมัน(สำหรับเด็ก) เพราะการปล่อยให้ผิวแห้งจนแตกคันเป็นขุยอาจจะทำให้ผิวหนังอักเสบ

ให้ร่างกายได้อบอุ่น 
ช่วงเช้า และกลางคืนอากาศอาจจะเย็นควรใส่เสื้อผ้าหนาๆ ส่วนกลางวันร้อนมากใส่เสื้อผ้าธรรมดาได้ค่ะ แต่ถ้าออกไปนอกบ้านต้อง สวมเสื้อหนาๆ หน่อย ระหว่างนอนตอนกลางคืนควรลดแอร์ลง ใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวจะใส่ถุงเท้าถุงมือด้วยก็ได้แต่ไม่ควรหนาเกินไป ถ้าไม่หนาวมากก็อาจจะใส่เสื้อผ้าธรรมดาซ้อนกันสองชั้นแล้วใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กห่มที่หน้าอกจะช่วยให้หน้าอกอุ่นไม่เป็นหวัดและไม่ตกใจตื่นง่ายค่ะ

Tip : ถ้าลูกเป็นหวัดให้รับประทานผลไม้ที่มากวิตามินซีจะช่วยทุเลาและป้องกันอาการหวัด รวมถึงอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสังกะสี เช่น เนย ซีเรียล ถั่วเปลือกแข็ง ข้าว และไข่ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างโปรตีนในร่างกาย


ข้อพึงสังเกต
เสื้อแขนยาว กางขายาว ถุงมือ ถุงเท้า แถมเป็นไหมพรม แบบนี้อุ่นก็จริงค่ะ แต่จะทำให้เจ้าหนูอึดอัดพาลโยเยไม่สบายตัวได้นะคะ
ภูมิคุ้มกันเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ ทุกครั้งที่ใส่เสื้อกันหนาวออกไปข้างนอกควรซักทุกครั้งค่ะ เดี๋ยวนี้เชื้อโรคมีพัฒนาการแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลยค่ะ
เลือกซื้อชุดกันหนาวให้ลูกตามสมควรที่ต้องใช้ ลูกไม่เกินขวบควรมีเสื้อกันหนาวแบบหนาหนึ่งตัว และเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว แนะนำให้เป็นผ้าฝ้ายระบายอากาศได้ดีแถมใส่หน้าร้อนได้ด้วย

ถ้าหนาวมากก็ใส่เสื้อทับไปอีกตัวจะได้อุ่นกำลังพอดีนะคะ

ส่วนถุงมือถุงเท้าควรมีอย่างละสองคู่ใช้สลับกัน บ้านเราไม่หนาวนานแถมเด็กโตเร็ว ถ้าซื้อเยอะเพราะแพ้ความน่ารักจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุนะคะ


ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกติ ปี2557




คำอธิบาย

1. วัคซีนบีซีจี 

    1) ฉีด  0.05-0.1 มล. (ขึ้นกับชนิดของวัคซีน) ในชั้นผิวหนังที่ไหล่ซ้าย
    2) ถ้าไม่มีแผลเป็นเกิดขึ้นและไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับวัคซีนบีซีจี มาก่อน ให้ฉีดได้ทันที
    3) หากเคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาก่อน ไม่ต้องฉีดซ้ำแม้ไม่มีแผลเป็น

2. วัคซีนตับอักเสบบี  
    1) เด็กทุกคนต้องได้รับอย่างน้อย 3 ครั้งถ้าไม่มีข้อห้ามและเข็มสุดท้ายต้องอายุมากกว่าหรือเท่ากับ  6 เดือน
    2) ทารกคลอดจากมารดาที่มี HBsAg เป็นลบ หรือไม่ทราบ ให้ฉีดวัคซีน จำนวน 3 ครั้งเมื่อแรกเกิด อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6 เดือน
    3) ทารกคลอดจากมารดาที่มี HBsAg เป็นบวก (โดยเฉพาะถ้า HBeAg เป็นบวกด้วย) พิจารณาให้ HBIG 0.5 มล. ภายใน 12 ชม. หลังคลอด และให้วัคซีนครั้งที่ 1 พร้อมๆ กันคนละตำแหน่งกับ HBIG วัคซีนครั้งที่ 2 ให้เมื่ออายุ 1-2 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
    4) ถ้ามารดามี HBsAg เป็นบวกแต่ไม่มี HBIG ควรให้วัคซีนครั้งที่ 1 ภายใน 12 ชม. หลังคลอด  ครั้งที่ 2 และ 3 ให้เมื่ออายุ 1 เดือน และ 6 เดือนตามลำดับ
    5) ในกรณีที่มาทราบภายหลังว่ามารดามี HBsAg เป็นบวก ควรพิจารณาให้ HBIG ถ้าทารกได้รับวัคซีนมาแล้วไม่เกิน 7 วัน
    6) ในกรณีที่ใช้วัคซีนรวมที่มีคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน และวัคซีนตับอักเสบบี สามารถให้ฉีด(หลังจากเข็มแรกเกิด) ที่อายุ 2, 4, และ 6 เดือนได้ โดยถ้ามารดามี HBsAg เป็นบวก และทารกไม่ได้ HBIG ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีแบบเดี่ยวเพิ่มตอนอายุ 1 เดือนด้วย (รวมเป็น 5 ครั้ง)
    7) ในกรณีเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 11 ปี สามารถฉีดวัคซีนได้ในเดือนที่ 0, 1, 6 ส่วนเด็กที่อายุ  ตั้งแต่ 11-15 ปี  อาจฉีดเพียง 2 ครั้ง ในเดือนที่ 0 และเดือนที่ 4-6 โดยใช้วัคซีนขนาด 1.0 มล. เท่าผู้ใหญ่
    8) เด็กที่เกิดจากมารดาที่เป็นพาหะของโรค (HBsAg +) อาจพิจารณาให้ตรวจ HBsAg และ anti-HBs เมื่ออายุประมาณ

3. วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน 
    1) สามารถใช้ชนิดไร้เซลล์ (DTaP) แทนชนิดทั้งเซลล์ (DTwP) ได้ทุกครั้ง
    2) หากใช้ DTaP ควรใช้ชนิดเดียวกันทั้งสามครั้งเมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน หากไม่สามารถหาชนิดเดียวกันได้ ให้ใช้ชนิดใดแทนก็ได้
    3) สำหรับเข็มกระตุ้นที่ 18 เดือน  อาจใช้ DTwP หรือ DTaP ชนิดใดก็ได้
    4) เมื่ออายุ 4-6 ปี อาจใช้ DTwP, DTaP หรือ Tdap ก็ได้
    5) เด็กอายุ 11-12 ปี ควรได้รับการฉีด Td หรือ Tdap ไม่ว่าจะเคยได้รับ Tdap เมื่ออายุ 4-6 ปี มาก่อนหรือไม่ หลังจากนั้นควรฉีดกระตุ้นด้วย Td ทุก 10 ปี
    6) สำหรับการฉีดกระตุ้น Td ทุก 10 ปี ในผู้ใหญ่ ควรพิจารณาใช้ Tdap แทน Td หนึ่งครั้ง

4. วัคซีนโปลิโอ 
    1) สามารถใช้ชนิดฉีด (ซึ่งปัจจุบันอยู่ในรูปของวัคซีนรวมกับคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน) แทนชนิดกินได้ทุกครั้ง
    2) หากใช้ชนิดฉีดอย่างเดียวโดยตลอด อาจให้เพียง 4 ครั้ง โดยงดเมื่ออายุ 18 เดือนได้
    3) หากใช้ชนิดกินสลับกับชนิดฉีด ต้องให้ 5 ครั้งตาม OPV
    4) การให้วัคซีนโปลิโอมากกว่าที่กำหนด ไม่มีข้อเสีย และสามารถรับ OPV เพิ่มในช่วงที่มีการรณรงค์หยอดวัคซีนเพื่อกวาดล้างโปลิโอได้

5. วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม  
    1) ให้วัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 9 -12 เดือนขึ้นไป และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี โดยควรพิจารณาให้ฉีดเร็ว (อายุ 9 เดือน) ในที่ที่ยังมีรายงานผู้ป่วยโรคหัดจำนวนมากในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และควรฉีดช้า (อายุ 12 เดือน) ในที่ที่มีรายงานโรคหัดจำนวนน้อยในเด็กต่ำกว่า 1 ปี
    2) การฉีดเข็มที่ 2 อาจให้ได้ตั้งแต่อายุ 2 ½ ปี ตามแผนปฏิบัติงานของกระทรวงสาธารณสุข (จากการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 1-2556 วันที่ 28 มกราคม 2556)
    3) ในกรณีที่มีการระบาดหรือสัมผัสโรค อาจฉีดเข็มสองเร็วขึ้นก่อนอายุ 4 ปีได้ โดยต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
    4) ในกรณีที่ต้องการฉีดวัคซีน หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม และอีสุกอีใสในเวลาเดียวกัน สามารถใช้วัคซีนรวม หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) แทนการฉีดแบบแยกเข็มได้ในทุกครั้ง ในเด็กอายุตั้งแต่ 1 – 12 ปี การใช้วัคซีนรวม MMRV ที่อายุ 4-6 ปีแทนการฉีดวัคซีนแบบแยกเข็มพบมีอาการข้างเคียงไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดีการใช้วัคซีนรวม MMRV ในเด็กอายุ 12-23 เดือน ทำให้มีโอกาสเกิดการชักจากไข้ได้มากกว่าการฉีดแยกเข็ม สำหรับกรณีที่เคยได้วัคซีน MMR หรือ VZV มาก่อน แนะนำให้วัคซีนรวม MMRV ห่างจากวัคซีน MMR ครั้งก่อน อย่างน้อย 1 เดือน และห่างจากวัคซีน VZV ครั้งก่อน อย่างน้อย 3 เดือน

6. วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี  
    1) วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated vaccine) ปัจจุบันมี 2 ชนิดคือ mouse-brain derived vaccine (MBV) ซึ่งอยู่ในแผนฯ ของกระทรวงสาธารณสุข และสายพันธุ์ P3 เพาะเลี้ยงใน vero cell (JEVAC®) ทั้งสองชนิดฉีด 3 ครั้ง เริ่มเมื่ออายุ 9-18 เดือน เข็มต่อมา อีก 4 สัปดาห์ และ 1 ปีตามลำดับ และสำหรับ MBV อาจพิจารณาให้ฉีดกระตุ้นอีกหนึ่งครั้งห่างจากเข็ม 3 อย่างน้อย 4-5 ปี
    2) วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live JE) ใช้สายพันธุ์ SA 14-14-2 ให้ฉีด 2 ครั้ง มี 2 ชนิด คือ CD-JEVAX® เริ่มฉีดที่อายุ 9-12 เดือน และเข็มที่ 2 อีก 3-12 เดือนต่อมา อีกชนิดคือ Chimeric JE (IMOJEV®)  เริ่มฉีดที่อายุ 12 เดือน และเข็มที่ 2 อีก 12-24 เดือนต่อมา  สามารถใช้วัคซีนชนิด live JE แทนชนิด MBV ได้ ทั้งในการฉีดชุดแรก และการฉีดกระตุ้น
    3) ยังไม่มีข้อมูลการใช้ live JE ต่างชนิดทดแทนกัน
    4) ในกรณีที่เคยได้รับ MBV มาก่อน และต้องการฉีดต่อด้วย live JE vaccine ให้พิจารณาฉีดตามตาราง
ประวัติการฉีดวัคซีน MBV ในอดีตข้อแนะนำในการฉีดวัคซีน live-attenuated JE
1 เข็มฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3-24 เดือน (แล้วแต่ชนิดของวัคซีน)
2-3 เข็มฉีด 1 เข็ม ห่างจากเข็มสุดท้าย 1 ปี
> 4 เข็มไม่จำเป็นต้องฉีดอีก

http://blogs.terrapinn.com/vaccinenation/2012/09/11/development-solid-injectable-formulations/


7. วัคซีนฮิบ 
    1) ปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิด คือ conjugate กับ PRP-T และ HbOC ในเด็กไทยแนะนำให้ 3 ครั้งเมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน
    2) การฉีดเข็มกระตุ้นที่อายุ 12-18 เดือน อาจไม่จำเป็นต้องฉีดในเด็กแข็งแรง แต่ควรฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยง
    3) ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนฮิบในเด็กปกติที่อายุ 2 ปีขึ้นไป
    4) หากเริ่มฉีดช้า ให้พิจารณาฉีดตามตาราง
      อายุที่เริ่มฉีดเดือนที่ของการฉีด PRP-T, HbOC
     2-6  เดือน0, 2, 4, ฉีดกระตุ้นอายุ 12-18 เดือน 
     7-11 เดือน0, 2, ฉีดกระตุ้นอายุ 12-18 เดือน 
     12-24 เดือน เข็มเดียว
     > 24 เดือน เฉพาะผู้ที่เสี่ยง*    0, 2

หมายเหตุ อาจไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้นในเด็กไทย *ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคฮิบ เช่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มก้นบกพร่อง ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ

8. วัคซีนตับอักเสบเอ 
    1) มี 2 ชนิด คือ formalin-inactivated vaccine และ virosome vaccine
    2) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน อาจใช้ต่างชนิดได้ในการฉีดแต่ละครั้ง

9. วัคซีนอีสุกอีใส 
    1) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีดเข็มแรกอายุ 12-18 เดือน
    2) อาจพิจารณาให้ฉีดเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี อาจฉีดเข็มที่ 2 ก่อนอายุ 4 ปีได้ในกรณีที่มีการระบาด โดยต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
    3) พิจารณาให้ฉีดวัคซีนนี้แก่เด็กทุกคนที่อายุมากกว่า 1 ปีที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส
    4) ถ้าอายุมากกว่า 13 ปี ให้ฉีดสองเข็มห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
    5) ในกรณีที่ต้องการฉีดวัคซีน หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม และอีสุกอีใสในเวลาเดียวกัน สามารถใช้วัคซีนรวม หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) แทนการฉีดแบบแยกเข็มได้ในทุกครั้ง ในเด็กอายุตั้งแต่ 1 – 12 ปี การใช้วัคซีนรวม MMRV ที่อายุ 4-6 ปีแทนการฉีดวัคซีนแบบแยกเข็มพบมีอาการข้างเคียงไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดีการใช้วัคซีนรวม MMRV ในเด็กอายุ 12-23 เดือน ทำให้มีโอกาสเกิดการชักจากไข้ได้มากกว่าการฉีดแยกเข็ม สำหรับกรณีที่เคยได้วัคซีน MMR หรือ VZV มาก่อน แนะนำให้วัคซีนรวม MMRV ห่างจากวัคซีน MMR ครั้งก่อน อย่างน้อย 1 เดือน และห่างจากวัคซีน VZV ครั้งก่อน อย่างน้อย 3 เดือน

10. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 

    1) พิจารณาให้ฉีดในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปถึง 18 ปี โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง เช่น เด็กที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง (รวมหอบหืด) โรคหัวใจ โรคอ้วนที่มี BMI > 35 ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคเรื้อรัง เป็นต้น
    2) ถ้าอายุน้อยกว่า 9 ปี การฉีดในครั้งแรกต้องฉีดสองเข็มห่างกัน 1 เดือน ในกรณีที่ปีแรกได้ฉีดไปเพียงครั้งเดียว ปีถัดมาให้ฉีดสองครั้ง จากนั้นจึงสามารถฉีดปีละครั้งได้
    3) ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี ให้ลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง (0.25 มล.)

11. วัคซีนนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต 
    1) ควรให้ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ชนิดรุกราน (invasive disease) หรือรุนแรง (severe) ดังตารางและในเด็กแข็งแรงปกติที่อายุน้อยกว่า 5 ปี ที่ประสงค์จะป้องกันโรค
    2) ในปัจจุบันมีวัคซีน ชนิด 10 สายพันธุ์ (PCV10) และ 13 สายพันธุ์ (PCV13) ให้ 3 ครั้งเมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน และให้ฉีดกระตุ้นที่อายุ 12-15 เดือน โดยห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 2 เดือน หากเริ่มฉีดช้าให้ฉีดตามตาราง
    3) ในเด็กต่ำกว่า 5 ปี ในกรณีที่ได้มีการฉีดวัตซีน PCV7 ครบแล้ว 4 ครั้ง พิจารณาให้ฉีด PCV13 อีก 1 ครั้ง ห่างจาก PCV7 เข็มสุดท้ายอย่างน้อย 8 สัปดาห์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ที่เพิ่มเติมขึ้น
อายุที่เริ่มฉีดจำนวนครั้งที่ฉีดการฉีดกระตุ้น
2-6 เดือนPCV 3 ครั้ง ห่างกัน 6-8 สัปดาห์PCV 1 ครั้ง อายุ 12-15 เดือน
7-11 เดือนPCV 2 ครั้ง ห่างกัน 6-8 สัปดาห์  PCV 1 ครั้ง อายุ 12-15 เดือน
12-23 เดือนPCV 2 ครั้ง ห่างกัน 6-8 สัปดาห์ไม่ต้องฉีด
เด็กปกติ 24-59 เดือนPCV10 ให้ 2 ครั้ง PCV13 ให้ 1 ครั้งไม่ต้องฉีด
-เด็กเสี่ยง *อายุ 24-71 เดือน
-> 71 เดือน   
PCV13 2 ครั้ง ห่างกัน 8 สัปดาห์
PCV13 1 ครั้ง
ฉีดกระตุ้นด้วย PS-23 1 เข็มห่างจาก PCV
เข็มสุดท้าย 8 สัปดาห์

หมายเหตุ:
- PCV = Pneumococcal conjugate vaccine, PS-23 = 23-Valent pneumococcal polysaccharide vaccine
- *เด็กเสี่ยง คือเด็กที่มีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสอย่างรุนแรงมากกว่าเด็กปกติ ได้แก่เด็กที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง จากสาเหตุต่างๆ ภาวะไม่มีม้าม ธาลัสซีเมืย โรคเรื้อรังของอวัยวะต่างๆ เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน และโรคที่เสี่ยงต่อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น CSF leak, cochlear implantation
- สำหรับเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวันไม่จัดในกลุ่มเสี่ยงแต่อาจพิจารณาให้วัคซีนได้
- *ในเด็กกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ควรได้รับวัคซีน PCV13 ดังตาราง และเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ควรให้ฉีดวัคซีน PS-23 ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะสามารถฉีด PCV ได้หรือไม่ก็ตาม และหากเป็นเด็กเสี่ยงประเภท ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะไม่มีม้าม หรือธาลัสซีเมีย ควรฉีด PS-23 ซ้ำอีก 1 ครั้ง ห่างจากครั้งแรก 5 ปี การฉีด PCV ก่อน แล้วตามด้วย PS-23 จะให้ผลการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าการฉีด PS-23 เพียงอย่างเดียว หรือฉีด PS-23 แล้วตามด้วย PCV
-ในเด็กปกติ อาจพิจารณาให้ฉีดแบบ 2+1 (รวมเป็นการฉีด 3 ครั้ง) คือฉีดเมื่ออายุ 2, 4, และ 12-15 เดือน

12. วัคซีนโรต้า
    1) ชนิด monovalent ให้กิน 2 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2 และ 4 เดือน
    2) ชนิด pentavalent ให้กิน 3 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2, 4 และ 6 เดือน
    3) วัคซีนทั้งสองชนิด สามารถเริ่มให้ครั้งแรกได้ เมื่ออายุ 6-15 สัปดาห์ และครั้งสุดท้ายอายุไม่เกิน 8 เดือน โดยแต่ละครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์
    4) ควรใช้วัคซีนชนิดเดียวกันจนครบ แต่หากจำเป็นต้องใช้วัคซีนต่างชนิดกันในแต่ละครั้ง ต้องให้วัคซีนทั้งหมด 3 ครั้ง
    5) สามารถให้วัคซีนโรต้าร่วมกับวัคซีนโปลิโอชนิดกินได้
    6) ห้ามใช้วัคซีนนี้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง severe combined immune deficiency (SCID) และในเด็กที่มีประวัติลำไส้กลืนกัน

13. วัคซีนเอชพีวี 
    1) มี 2 ชนิดคือ ชนิด 2 สายพันธุ์ (bivalent มีสายพันธุ์16, 18) และชนิด 4 สายพันธุ์ (quadrivalent มีสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18)
    2) แนะนำให้ฉีดในหญิง อายุ 9-26 ปี (เน้นให้ฉีดในช่วงอายุ 11-12 ปี) โดยฉีด 3 เข็ม ในเดือนที่ 0, 1-2, และ 6
    3) ประสิทธิภาพของวัคซีนจะสูงหากฉีดในผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน
    4) การฉีดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 26 ปี อาจพิจารณาให้ได้เป็นกรณีๆไป
    5) การฉีดในเด็กผู้ชาย พิจารณาให้ฉีดเฉพาะชนิด 4 สายพันธุ์ ในช่วงอายุ 9-26 ปี โดยเน้นให้ฉีดในช่วงอายุ 11-12 ปี และในกลุ่มชายรักชายอายุ 9-26 ปี

ที่มา : สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

 Credit picture : http://science.cabot.ac.uk/?p=783

เมื่อลูกน้อยนอนกรน : อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

พ่อแม่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะการนอนกรนไม่ได้เกิดกับลูกของเราเพียงคนเดียว แต่อย่างเพิ่งชะล่าใจ เพราะการนอนกรนในแบบที่เป็นอันตราย อาจจะใช่สิ่งที่ลูกน้อยของคุณกำลังเผชิญอยู่




 พญ.อุมาพร พนมธรรม แพทย์โสต ศอ นาสิก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กล่าวถึงการนอนกรนในเด็ก ว่ามีสาเหตุหลักๆ มาจากการอุดกลั้นของทางเดินหายใจ ให้ลมหายใจเข้ายาก ร่างกายจึงพยายามที่จะสร้างแรงเยอะๆ เพื่อให้ลมเข้า ก็เลยเกิดเป็นเสียงผิดปกติ เรียกว่าการนอนกรน

       
       “สาเหตุการนอนกรนก็แบ่งได้จาก หนึ่ง สรีระใบหน้า คือมีโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสรีระใบหน้าหรือเปล่า เช่น ความผิดปกติของพันธุกรรม หรือความผิดปกติของโครโมโซมแต่กำเนิด เช่น เด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรม พวกนี้ใบหน้าจะผิดปกติ แล้วลิ้นก็ผิดระยะ ส่งผลให้ทางเข้าของลมหายใจมีน้อย อีกกลุ่มหนึ่งก็คือในกลุ่มที่กรามเล็ก หรือกรามหดเข้าไปข้างใน ทำให้ช่องทางเดินหายใจเล็กลง และสุดท้ายคือกลุ่มที่ต่อมท่อน้ำเหลืองรอบทางเดินหายใจมีขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มที่ต่อมทอนซิลอะดีนอยด์โต รวมถึงโพรงจมูกอุดกลั้น เช่นในกลุ่มเด็กที่เป็นภูมิแพ้”
       
       พญ.อุมาพร บอกว่า ในกลุ่มอาการนอนกรน ก็จะมีการแบ่งเป็นการนอนกรนเฉยๆ หรือนอนกรนที่มีการอุดกลั้นทางเดินหายใจ ซึ่งถ้าเป็นการนอนกรนเฉยๆ ไม่ต้องรักษา เพราะว่ากลุ่มนี้จะไม่มีการทำให้สารเคมีในเลือดผิดปกติ แต่ถ้าเป็นการนอนกรนอีกแบบที่มีการอุดกลั้นทางเดินหายใจ อันนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรักษา
       
       แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของเรานอนกรนแบบไหน อันตรายหรือไม่อันตราย?
       
       “สังเกตด้วยการดูการหายใจ เช่น ลูกอ้าปากหายใจ เพราะจมูกหายใจเข้าไปไม่พอหรือเปล่า อันดับต่อมาคือหายใจแบบกระสับกระส่าย เหมือนนอนหลับไม่สนิท เหมือนกับว่าถ้าอากาศเข้าสู่ร่างกายน้อย ทำให้ออกซิเจนในเลือดลดลง คาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น เลือดเป็นกรด ระบบสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ร่างกายจะมีเซลล์ตอบรับว่าหายใจไม่พอเลยต้องกระตุ้นให้ตื่น ตื่นในขณะหลับก็ทำให้เด็กกระสับกระส่าย เหมือนหลับแต่ไม่ได้พักผ่อน
       
       “อันดับต่อมา เหงื่อจะออกมาก หายใจในขณะหลับแล้วจะรู้สึกเหนื่อย บางครั้ง เด็กจะมีการปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำในช่วงกลางคืน และอันดับสุดท้ายที่สังเกตได้ง่ายเลยก็คือ หายใจเข้าแล้วหน้าอกยุบแต่ท้องป่องซึ่งถือว่าผิดปกติ เพราะปกติเวลาคนเราหายใจเข้าแล้วหน้าอกต้องขยายแต่ท้องยุบ ส่วนช่วงกลางวัน เด็กมักอ้าปากหายใจ เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง บางครั้งนั่งง่วงเหมือนไม่สดชื่น เด็กบางคนพฤติกรรมเปลี่ยน ก้าวร้าว รวมทั้งเด็กบางคนเหมือนเลี้ยงไม่โต เพราะหุ่นมักจะผอมๆ แล้วตอนเช้ามักจะปวดศีรษะ เหมือนไม่ได้หลับทั้งคืน ปวดศีรษะไปโรงเรียนไม่ไหว” พญ.อุมาพร กล่าว
       
       การนอนกรนจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างที่หลายคนคิด ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดเมื่อพบว่าลูกน้อยของเรามีการนอนกรน ควรได้รับการตรวจเช็กจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป

ที่มา : http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9560000135670

เลือก “ขนม” ให้ลูกถูกวิธี

โดย Momypedia

โภชนาการการกิน,สุขภาพ,การกิน,อาหารการกิน,ขนม,เลือกขนม,ขนมเด็ก
เมื่อเด็กไทยเป็นโรคขาดสารอาหารกันมากขึ้น พ่อแม่จึงควรต้องมีการดูแลในเรื่องการรับประทานของลูกอย่างใกล้ชิด เพราะขนมในอดีตจะมีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน แตกต่างกับขนมในปัจจุบันที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลเป็นหลัก
  • หากกินขนมและอาหารหลัก 3 มื้อในปริมาณมาก จะทำให้เด็กอ้วน
  • แต่หากกินอาหารหลัก 3 มื้อน้อยจะทำให้เด็กผอม รวมทั้งอาจขาดวิตามิน เกลือแร่ ทำให้ซีด เลือดจาง หรือเกิดภาวะขาดสารอาหาร

โดยความหวานทำให้อิ่มและกินอาหารมื้อหลักได้น้อยลง นอกจากส่งผลเสียต่อร่างกายแล้ว อาจส่งผลเสียทางด้านจิตใจ เด็กมักจะมีความก้าวร้าวและมีพัฒนาการที่ช้ากว่าปกติ ถ้าเป็นเด็กที่มีการกินอาหารและฝึกวินัยในการกินที่ดีมักจะเป็นเด็กที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ
หลักการเลือกขนมให้เด็กอย่างถูกวิธี คือ
  • เลือกขนมที่มีพลังงานน้อย อย่าลืมว่าขนมไม่ใช่อาหารหลัก
  • หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีโซเดียมในปริมาณมากเกินไป ทำให้ไตต้องทำงานหนักจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
  • ควรเลือกขนมที่มีสีธรรมชาติหรือใส่สีปริมาณน้อยที่สุด
  • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ไม่ควรให้กินขนมประเภทลูกอม ลูกกวาด เพราะอาจเป็นอันตราย เด็กอาจจะกลืนทำให้ติดหลอดคอ
  • ไม่ควรเลือกซื้อขนม หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงให้ลูก
  • ไม่ควรซื้อขนมเก็บไว้ในบ้าน เป็นจำนวนมากเพราะจะทำให้ลูกรับประทานมากจนเกินไป
  • ควรปลูกฝังให้ลูกรับประทานผลไม้แทนขนมหวานและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

อย่าลืม ! หลังกินขนมควรบ้วนปาก หรือแปรงฟัน เพื่อป้องกันฟันผุ
จาก : นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา, หนังสือพิมพ์แนวหน้า,
ดูแลลูกวัย 0-1 ปี ช่วงหน้าหนาว

ช่วยลูกห่างไกลความเจ็บป่วยช่วงฤดูหนาว ด้วยวิธีการดูแลลูกทารกวัย 0-1 ปี อย่างถูกต้อง

การดูแลเด็กวัย 0-1 ปี, การดูแลเด็กวัย 0-1 ปีช่วงหน้าหนาว, ฤดูนาว, ลูกแลลูกแรกเกิดหน้าหนาว, โลชั่น, ครีม, เบบี้ออยล์, อาหารเสริม, ซุป, ของใช้เด็ก, ภูมิคุ้มกัน, ภูมิแพ้, ผิวแห้งหน้านาว, เบบี้ออยล์, ยาลดไข้, ยาลดน้ำมูก, วิตามินซี, ครีมบำรุงผิว


อากาศที่เย็นและแห้งในช่วงหน้าหนาว ทำให้เชื้อโรคหลายชนิดแพร่กระจายได้ดี ลูกเล็กวัย 0-1 ปี จึงมีโอกาสป่วยได้ง่าย หากลูกเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว ก็จะถูกกระตุ้นให้เป็นมากขึ้นได้ โดยเฉพาะอากาศบ้านเราที่แปรปรวน ตอนเช้าหนาว กลางวันกลับร้อนอบอ้าว ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ


1. ร่างกายลูกต้องอุ่นไว้ก่อน
- ป้องกันผิวบอบบางของลูกสัมผัสกับอากาศหนาวเย็น เวลานอนจึงควรห่มผ้าห่มที่หนานุ่ม แต่ไม่หนักจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกอึดอัดไม่สบายตัวได้ และควรเลือกชนิดที่ถอดซักได้ เนื้อผ้าด้านนอกทำจากผ้าฝ้าย ด้านในเป็นใยสังเคราะห์ จะช่วยให้ลูกนอนหลับสบายตลอดคืน

- สวมเสื้อผ้าหนาๆ ให้คลายหนาว สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเด็กได้ โดยเฉพาะลูกทารกควรเลือกเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวที่เป็นผ้าเนื้อนุ่มอย่างผ้าสำลี หรือเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายแล้ว หากอากาศหนาวมากๆ ก็ควรเตรียมหมวกไหมพรม ถุงมือ ถุงเท้าที่เป็นแบบผ้ายืดที่อ่อนนุ่ม ไม่รัดแน่นเกินไป

2. ไม่ปล่อยให้ผิวลูกแห้งและคัน
- อาบน้ำอุ่นวันละ 1 ครั้งก็พอ เพราะการควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายของลูกยังทำงานไม่เต็มที่ อาจผสมเบบี้ออยล์ลงไปในน้ำที่ใช้อาบเล็กน้อย หรือใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก และพยายามเช็ด ถู ทำความสะอาดผิวของลูกขณะอาบน้ำอย่างเบามือที่สุด

- ทาครีมให้ผิวชุ่มชื่น อากาศแห้ง ผิวลูกจะสูญเสียความชุ่มชื่นได้ง่ายและรวดเร็วกว่าผิวของผู้ใหญ่ จึงไม่ควรพาลูกออกไปสัมผัสลมหนาวนอกบ้าน เพราะจะทำให้ผิวแห้งยิ่งขึ้น และถ้าปล่อยให้ผิวแห้ง แตก ลูกจะรู้สึกคันยุบยิบ และเกาจนทำให้ผิวอักเสบได้

หลังอาบน้ำให้ใช้โลชั่นหรือครีมบํารุงผิวเด็กทาผิวลูกทันที โดยบีบใส่มือแล้วลูบให้เนื้อครีมกระจาย ทาให้ทั่วแขน ขา และลำตัวของลูก เพื่อให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิว รูขุมขนก็จะถูกเคลือบปิดทำให้ผิวคงความชุ่มชื่นได้ดี

3. กินดี…สุขภาพลูกก็ดี
- กินอาหารที่มีประโยชน์ นอกจากอาหารเสริมที่ให้ตั้งแต่ 4 เดือนแล้ว เมื่อลูกครบ 6 เดือน สามารถเลือกเมนูอาหารหลักที่ให้คุณค่าทางอาหารให้ลูกได้ เช่น ซุปฟักทองกับแครอต ที่มีวิตามินซี เอ และเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันหวัดได้ดี หรือเลือกให้ลูกกินเนื้อสัตว์ในโจ๊กไก่และปลาซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีน เป็นต้น

การใส่ใจเรื่องโภชนาการของลูก ก็เป็นส่วนสำคัญในการลดโอกาสการป่วยเป็นโรคต่างๆ และยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ให้แก่เจ้าตัวเล็กด้วยค่ะ

- หมั่นให้ลูกจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ เพราะร่างกายต้องการความอบอุ่นและน้ำ เพื่อปรับสมดุลจากอากาศที่หนาวเย็นและแห้ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกสามารถปรับตัวสู้กับอากาศภายนอกได้ ป้องกันไม่ให้ลูกเจ็บป่วย หรือไม่สบายได้ง่ายนั่นเองค่ะ



ของใช้ของลูกก็ต้องใส่ใจ

อุปกรณ์หรือข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของลูก จะต้องดูแลเรื่องความสะอาดเสมอ เพื่อลดการติดเชื้อที่อาจติดต่อกันได้ผ่านของใช้ส่วนตัวและภาชนะต่างๆ เพราะภูมิต้านทานของลูกยังไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ ที่สำคัญควรเตรียมยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้ภูมิแพ้เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินด้วยค่ะ


เพียงคุณพ่อคุณแม่ดูแลเจ้าตัวเล็กอย่างใกล้ชิด ให้มีร่างกายที่อบอุ่นอยู่เสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และใส่ใจความสะอาดของใช้ส่วนตัวของลูก ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ให้ห่างไกลความเจ็บป่วยในช่วงหน้าหนาวนี้ได้แล้ว

โดย สิริพร
จาก : นิตยสารรักลูก
เรียบเรียง : Momypedia

โรงพยาบาลภูเขียวเตรียมซ้อมแผนระงับอัคคีภัย ประจำปี2557
        
          โรงพยาบาลภูเขียวเตรียมพร้อมในการซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ประจำปี 2557 เพื่อเตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้าน หากเกิดสถานการณ์จริง
          
         ซึ่งวัตถุประสงค์หลักในการซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยในครั้งนี้  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระงับอัคคีภัย และความตื่นตัวของบุคลากรทุกฝ่ายของโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีทักษะและสามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำลองสถานการณ์เกิดเหตุในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่  27  ธันวาคม  2557  ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย  ชั้น  4  อาคารอุบัติเหตุฉุกเฉิน

         โอกาสนี้ โรงพยาบาลภูเขียวขอประชาสัมพันธ์การซ้อมแผนระงับอัคคีภัย ประจำปี 2557  ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่  27  ธันวาคม  2557  ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย  ชั้น  4  อาคารอุบัติเหตุฉุกเฉินโรงพยาบาลภูเขียว จึงแจ้งให้ประชาชนได้ทราบ เพื่อมิให้เกิดความตื่นตระหนก และขอให้ประชาชนที่ไม่มีความจำเป็นหลีกเลี่ยงการสัญจรในถนนบริเวณรอบโรงพยาบาลในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย  และต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา  ณ  โอกาสนี้

6 โรคที่มักพบได้บ่อยในช่วงฤดูหนาว




 โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ อาการจะเริ่มด้วยการมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ เมื่อเริ่มมีอาการควรนอนพักผ่อนให้มาก ๆ ดื่มน้ำบ่อย ๆ ถ้าตัวร้อนมากควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว หรือกินยาลดไข้ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 2-7 วัน แต่หากมีอาการไอมากขึ้น หรือมีไข้สูงนานเกิน 2 วัน ควรไปพบแพทย์

 โรคปอดบวม จะมีอาการโดยทั่วไปได้แก่ ไอ เจ็บหน้าอก มีไข้สูง และหายใจหอบ การวินิจฉัยจะกระทำโดยการฉายรังสีเอกซ์และการตรวจเสมหะ ซึ่งหากมีความรุนแรง ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมทั้งเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย เด็กขาดสารอาหาร เด็กที่มีความพิการแต่กำเนิด เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

 โรคหัด มักเกิดในเด็กโตและวัยรุ่น อาการจะเริ่มจากมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง และจะมีผื่นขึ้นภาย หลังมีไข้ประมาณ 4 วัน จากนั้น ผื่นจะกระจายทั่วตัว โดยผื่นจะจางหายไปภายใน 2 สัปดาห์ เด็กที่ป่วยเป็นหัด ให้แยกออกจากเด็กอื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์

 โรคหัดเยอรมัน เป็นได้ทั้งผู้ใหญ่ และเด็กเล็ก มีอาการไข้ ออกผื่นคล้ายโรคหัด บางรายอาจไม่มีผื่นขึ้น หากเป็นหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ดังนั้น ควรพบแพทย์ และหยุดงาน หรือหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์

 โรคอีสุกอีใส มักจะเกิดในเด็ก เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว จะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิต อาการจะเริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ ต่อมา จะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ หน้า ตามตัว โดยเริ่มเป็นผื่นแดง ตุ่มนูน แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสหลังมีไข้ 2-3 วัน จากนั้น ตุ่มจะเป็นหนอง และแห้งตกสะเก็ดหลุดออกเองประมาณ 5-20 วัน เด็กนักเรียนที่ป่วยควรหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ เด็กเล็กที่ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการอักเสบจากการเกาที่ผื่น

  โรคอุจจาระร่วง ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า โรต้าไวรัส มักจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ติดต่อโดยการดื่มน้ำ หรือกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนเข้าไป โดยเด็กจะถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่เด็กบางคนอาจขาดน้ำรุนแรง หากมีเด็กในบ้านถ่ายเหลว ควรให้กินอาหารเหลวบ่อย ๆ เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด ให้ดื่มนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม ควรผสมนมให้เจือจางลงครึ่งหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น หากยังถ่ายบ่อยให้ผสมสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ให้ดื่มบ่อย ๆ อาการจะกลับเป็นปกติได้ภายใน 8-12 ชั่วโมง หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

          ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ได้เตือนเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคโลหิตจาง เนื่องจากมีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำอยู่แล้ว โดยขอให้รักษาความอบอุ่นร่างกาย ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือบ่อย ๆ เพื่อจะได้มีร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายที่มักมาพร้อมกับหน้าหนาวนั่นเอง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ช่วยลูกมีความคิดเชิงบวกด้วย L-O-V-E

  

ลักษณะของความเป็นมนุษย์ คือ มีอารมณ์และความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มีความสามารถในการคิดได้หลากหลาย สลับซับซ้อนและคิดได้หลายแง่หลายมุม คนเราคิดนั่นคิดนี่อยู่ตลอดเวลา แม้แต่เวลาหลับก็ยังคิด(แสดงออกมาในรูปของความฝัน) ความคิดกับอารมณ์เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันอย่างมาก ซึ่งหากเราคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี ก็จะทำให้เรารู้สึกมีความสุข มีความหวังใจและมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ตรงกันข้าม หากเราคิดในแง่ลบ มองโลกในแง่ร้าย ก็จะทำให้เครียด มีความทุกข์และเกิดความล้มเหลวในชีวิตได้ง่าย ดังนั้น การมีความคิดเชิงบวกจึงเป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะมีอยู่กับมนุษย์ทุกคน ซึ่งความคิดเชิงบวกนี้สามารถเริ่มและพัฒนาได้ตั้งแต่ในวัยเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจในการปลูกฝังให้ลูกรักของเราเป็นคนที่มีความคิดเชิงบวกได้ด้วยวิธีการดังนี้
       

       1. L = Listen (รับฟัง) เด็กๆทุกคนต้องการให้คุณพ่อคุณแม่รับฟังความรู้สึกและความคิดเห็นของเขาอย่างจริงจัง เวลาที่ลูกพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่หรือเวลาที่ลูกเล่าเรื่องใด ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับตัวของลูกเองหรือเรื่องกิจกรรมที่ลูกทำร่วมกับเพื่อนที่โรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรรับฟังด้วยความใส่ใจและมีการตอบรับ ซักถามกับสิ่งที่ลูกเล่าโดยที่ไม่แสดงความรำคาญหรือเบื่อหน่าย ท่าทีเช่นนี้ของคุณพ่อคุณแม่จะช่วยเสริมสร้างให้ลูกมีความมั่นใจในตนเอง กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็นและเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งจะพัฒนาให้ลูกเป็นคนที่มีความคิดเชิงบวกทั้งกับตนเองและกับผู้อื่น โดยเขาจะเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่ดี มีความเข้าใจและเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เขาเป็นที่รักของคนทั่วไป นอกจากนี้ผลดีอีกอย่างก็คือลูกจะไม่เป็นคนที่มีความลับกับพ่อแม่ด้วย
       

       2. O = Opportunity (โอกาส) เด็กช่วงวัยอนุบาลถึงวัยรุ่นมีความอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติและพร้อมที่จะทดลองเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิต คุณพ่อคุณแม่จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัสและเรียนรู้ในกิจกรรมหลากหลายอย่างมีความสุขเพื่อให้เขาได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เช่น การเรียนศิลปะ ดนตรี กีฬา คุณพ่อคุณแม่อย่าบังคับให้ลูกต้องทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบและไม่ถนัด แต่ควรให้ลูกมีอิสระในการเลือกทำกิจกรรมที่เขาพึงพอใจด้วยตนเอง เพราะเมื่อเขาได้ทำกิจกรรมที่ตนเองชอบและถนัดแล้ว เขาจะทำสิ่งนั้นได้ดี ซึ่งอาจพัฒนาจนเกิดความเชี่ยวชาญเลยก็เป็นได้ ดังนั้นการให้โอกาสจึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการพัฒนาความคิดเชิงบวกของลูกในแง่ของการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองและในการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้โอกาสแก่ผู้อื่นต่อไปด้วย
       

       3. V = Vision (วิสัยทัศน์) หมายถึง การมองหรือการสร้างภาพในการเดินไปสู่อนาคต คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนลูก ไม่ว่าลูกมีความฝันหรือความตั้งใจอยากจะเป็นหรืออยากจะทำอะไร ตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็ก เคยมีความฝันที่อยากจะเป็นจิตรกรเพราะชอบวาดรูป คุณพ่อคุณแม่ก็ให้การสนับสนุนโดยพาไปเรียนศิลปะ และหากมีโอกาสในวันหยุดก็พาไปดูงานแสดงภาพเขียน นอกจากนี้คุณครูที่โรงเรียนก็ให้การสนับสนุนด้วยโดยการส่งภาพวาดของผู้เขียนเข้าประกวดอยู่เสมอ แม้จะได้รางวัลบ้างไม่ได้รางวัลบ้าง แต่ก็สร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองในทุกครั้งที่นึกถึง (ถึงแม้ว่าเมื่อโตมาผู้เขียนจะไม่ได้เป็นจิตรกรก็ตาม)
       
       ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องสนับสนุนและช่วยสานความฝันของลูก อย่ามองเป็นเรื่องตลกหรือคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหากลูกได้รับกำลังใจและการเสริมแรงที่เหมาะสมแล้ว สักวันเขาจะไขว่คว้าสิ่งนั้นเอาไว้ได้และจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน ดังนั้นวิธีการนี้จึงเป็นการช่วยพัฒนาความคิดเชิงบวกของลูกในการมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จได้ด้วยตนเองและฝึกให้เขาเป็นคนที่จะมีความรู้สึกชื่นชมกับความคิดและความฝันของผู้อื่นเช่นกัน
       

       4. E = Emotional Quotient (ความฉลาดทางอารมณ์) คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกได้เข้าสังคมคบหาเพื่อนทั้งในวัยเดียวกันหรือต่างวัย ทั้งเพื่อนเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ซึ่งถือเป็นการฝึกให้ลูกได้รู้จักการสร้างความสัมพันธ์และการปรับตัวในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ได้เรียนรู้ในการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ ผลัดกันเป็นผู้นำผู้ตาม เห็นอกเห็นใจ ให้อภัย ยอมรับความผิดพลาดของตนเองและผู้อื่น ซึ่งการเป็นคนที่มีความฉลาดทางด้านอารมณ์นี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนที่มีความคิดเชิงบวกเพราะช่วยให้ลูกเป็นคนมีความคิดและจิตใจที่ดีงาม
       

       5. L–O–V–E (ความรัก) คุณพ่อคุณแม่ควรแสดงความรักกับลูกในทุกทาง ทั้งคำพูดและการกระทำ เช่น โอบกอด รวมถึงการแสดงความเมตตากับลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัยความรักเหมือนยาวิเศษที่สามารถเปลี่ยนสิ่งร้ายให้กลายเป็นดีได้ เปลี่ยนเด็กดื้อให้กลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เปลี่ยนเด็กเกเรให้กลายเป็นเด็กอ่อนโยน เปลี่ยนเด็กอ่อนแอให้กลายเป็นเด็กเข้มแข็ง การแสดงให้ลูกรู้ว่าตนเองมีค่าและเป็นที่ยอมรับของคุณพ่อคุณแม่เป็นวิธีการสร้างความคิดเชิงบวกให้กับลูกได้ดีที่สุด ซึ่งนอกจากจะทำให้เขาจะเป็นคนที่เต็มอิ่มด้วยความรักแล้ว เขาจะเรียนรู้ที่จะเป็นคนที่มอบความรักให้แก่ผู้อื่นด้วยใจจริงเช่นกัน
       


       การที่ลูกมีความคิดในเชิงบวก ทำให้เขามีมุมมองที่ดีทั้งกับตนเองและผู้อื่น การที่คุณพ่อคุณแม่รับฟัง (L) ให้โอกาส (O) สนับสนุนความคิดฝัน (V) ฝึกให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ (E) และมอบความรัก (L–O–V–E) ให้กับลูก ถือเป็นบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ลูกของเราเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีความคิดที่ดีงาม ซึ่งเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ไม่ว่าในวันนี้หรือในวันข้างหน้าที่เขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาจะเป็นคนหนึ่งที่มีพลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามเพื่อสังคมได้ต่อไป


ดร.แพง ชินพงศ์

โรคอุจจาระร่วงคืออะไร?

โรคอุจจาระร่วง เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี จากการศึกษาพบว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีอาการอุจจาระร่วง 5-6 ครั้งต่อปี สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส 50-60% และเชื้อแบคทีเรีย 30% ที่เหลือเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น อาหารเป็นพิษลักษณะของอุจจาระในเด็กท้องเสีย สามารถบ่งชี้ถึงสาเหตุได้และหากมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการก็จะสามารถบอกถึงเชื้อที่ก่อโรคได้ ทำให้การรักษาในขั้นตอนต่อไปถูกต้องเหมาะสมมากขึ้น


โรคอุจจาระร่วงคืออะไร?
โรคอุจจาระร่วง หมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลว จำนวน 3 ครั้ง หรือมากกว่า หรือถ่ายอุจจาระเป็นน้ำจำนวนมากกว่า 1 ครั้งใน 1 วัน นอกจากนั้น ถ้าถ่ายอุจจาระมีมูกหรือปนเลือด 1 ครั้ง ก็ถือว่าเป็น โรคอุจจาระร่วงด้วย




โรคอุจจาระร่วงเกิดได้อย่างไร?
โรคอุจจาระร่วงเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเข้าไป การปนเปื้อนนี้ส่วนใหญ่เกิดจาก
   1. ไม่ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หลังจากใช้ห้องน้ำ ห้องส้วม ก่อนปรุงอาหาร หรือก่อนรับประทานอาหาร
   2. เด็กที่ชอบดูดหรืออมนิ้วมือและหยิบของที่ตกพื้นเข้าปาก
   3. รับเชื้อจากการผสมนม โดยใช้น้ำที่ไม่ได้ต้มเดือดหรือขวดนมที่ไม่ต้มให้สะอาดหรือไม่ได้ล้างมือ
   4. ทานอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน หรือมีแมลงวันตอม
   5. ดื่มน้ำที่ไม่สะอาดไม่ได้ผ่านการกรองหรือต้ม
   6. ทานผักสด หรือผลไม้ที่ไม่ล้างให้สะอาดก่อนรับประทาน



เด็กที่กินนมแม่ ถ่ายวันละ 5-6 ครั้ง นับว่าเป็นโรคอุจจาระร่วงหรือไม่?
เด็กทารกที่กินนมแม่อย่างเดียวมักจะถ่ายอุจจาระเหลวสีเหลืองทองมีฟอง มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวแต่ไม่มีมูกเลือด ถึงแม้จะถ่ายหลายครั้ง กินนมทีถ่ายที แต่หากน้ำหนักตัวขึ้นดีก็ไม่นับว่าเด็กเป็นโรคอุจจาระร่วง


การดูแลเมื่อบุตรมีอาการอุจจาระร่วง
เมื่อเด็กมีอาการท้องร่วง หรือมีอาเจียน เด็กจะมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่ ผู้ที่ดูแลต้องพยายามให้เด็กได้รับน้ำเพียงพอระยะแรกควรให้ดื่ม ORS หรือสารละลายเกลือแร่ทีละน้อย บ่อยๆ ถ้าผู้ป่วยดื่มได้ดีไม่อาเจียน หลังดื่ม ORS ประมาณ 4 ชั่วโมง ก็เริ่มให้นมมารดาหรือนมผสมครั้งละน้อยหรืออาหารพวกข้ามต้มเปล่าหรือโจ๊กเปล่า ถ้าเด็กรับได้และดีขึ้น ก็ค่อยเพิ่มชนิดอาหารและปริมาณมากขึ้น 

ถ้าเด็กมีอาการอาเจียนหลายครั้ง ถ่ายเป็นน้ำครั้งละมากๆ อ่อนเพลีย หรือมีไข้สูง ปัสสาวะน้อย อุจจาระเป็นมูกเลือด ควรนำเด็กมาพบแพทย์ เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องต่อไป



ยาหยุดถ่ายควรให้เด็กกินหรือไม่?
ในเด็กไม่ควรรับประทานยาหยุดถ่าย เพราะเมื่อกินแล้วการถ่ายจะหยุดไป แต่อาการอุจจาระร่วงไม่ได้หายอย่างแท้จริง จะมีน้ำอุจจาระขังในลำไส้ ถ้ากินมากท้องจะอืด และอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากโดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี




เราจะป้องกันโรคอุจจาระร่วงได้อย่างไร?   
1. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนมแม่สะอาดและมีภูมิคุ้มกันโรคอุจจาระร่วง
   2. ล้างมือให้สะอาดด้วนสบู่หลังจากใช้ห้องน้ำหรือห้องส้วมและก่อนปรุงอาหารหรือรับประทานอาหารทุกครั้ง
   3. รับประทานอาหารที่สุกใหม่ๆ และดื่มน้ำที่สะอาด
   4. กำจัดแหล่งเพาะแมลงวัน ขยะในบ้านควรเก็บทิ้งในถังมีฝาปิดมิดชิดทุกวัน
   5. เท หรือ ถ่ายอุจจาระลงส้วมทุกครั้ง
   6. เก็บอาหารไม่ให้แมลงวันตอมหรือเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อจะทำให้เชื้อโรคแบ่งตัวช้าลง


ที่มา ; http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/1/13/198/th (โรงพยาบาลพญาไทย)